สิงห์บลูส์ รับแชมป์ชปล.สมัย2 ทูเคิ่ลเจ๋ง ฮาแวร์ทซ์ดับฝัน แมนซิตี้ !

สิงห์บลูส์

“สิงห์บลูส์” โชว์ฟอร์มสุดโหดหลังจากที่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา จากประตูชัยของ ไค ฮาแวร์ทซ์ ส่งผลให้ เชลซี ผงาดคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 2 ต่อจากปี 2012 ด้าน โธมัส ทูเคิ่ล หลังอกหักจากนัดชิงฯปีก่อนมาซีซั่นนี้คว้าโทรฟี่ยูซีแอลได้สำเร็จ ขณะที่ “แมนซิตี้” ฝันค้างที่ซิวถ้วยบิ๊กเอียร์สมัยแรก และอดคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลนี้

สนาม : เอสตาดิโอ โด ดราเกา, ปอร์โต้ (สนามกลาง) 

ผู้ชมในสนาม : 14,110 คน

ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 29 พ.ค.64 ที่ผ่านมานี้ เป็นการลงสนามเตะของ 2 ทีมจากพรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบกับ เชลซี โดยทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผ่านเข้ามาชิงฯหนแรกและก็ยังมีลุ้นคว้าทริปเปิลแชมป์ในฤดูกาลนี้หลังที่เขานั้นได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และคาราบาว คัพ ไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนฝั่งของทีม เชลซี ได้จบท็อปโฟร์ในลีกและได้เป็นรองแชมป์ เอฟเอ คัพ มาก่อนแล้ว ซึ่งในนัดที่จะเจอกันนี้เขาพร้อมที่จะลุ้นแชมป์สมัยที่ 2 หลังจากที่เคยได้สมัยแรกในปี 2012

เป๊ป กวาร์ดิโอล่าลุ้นแชมป์ของรายการนี้เป็นสมัยที่ 3 แล้ว หลังล่าสุดพา บาร์เซโลน่า ได้แชมป์เมื่อปี 2008–09, 2010–11 เกมนี้จัดชุดใหญ่ส่งสามแนวรุกอย่าง ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง และ ฟิล โฟเด้น โดยมี เควิน เดอ บรอยน์ ปั้นเกมอยู่ข้างหลัง

ในขณะเดียวกันฝั่งของ โธมัส ทูเคิ่ล ซึ่งในฤดูกาลที่แล้วได้พาทีม เปแอสเช เข้าชิงก่อนที่จะทำได้แค่รองแชมป์ เกมนี้เลยหวังที่จะพาทีม เชลซี คว้าแชมป์เอามาให้ได้ แนวรุกวันนี้ให้ เมสัน เม้าน์ท ปั้นเกมรุกร่วมกับ ไค ฮาแวร์ทซ์ โดยทิ้ง ติโม แวร์เนอร์ เป็นหน้าเป้า

เปิดเกมการแข่งขันในครึ่งแรกมาได้เพียงแค่ 3 นาที ติโม แวร์เนอร์ได้พาบอลขึ้นมาจากทางขวาก่อนที่จะปาดบอลเข้าในกรอบไปให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ ได้แหวกไปถึงเส้นหลังก่อนที่จะล้มตัวเปิดบอลไปเข้ามือของ เอแดร์ซอน

จากนั้นต่อมาในนาทีที่ 8 แมนฯซิตี้ ก็เกือบจะมีลุ้นบ้าง เอแดร์ซอน โมราเอส ได้โยนบอลจากหน้าประตูของตัวเองไปให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ได้หลุดเดี่ยวเข้าไปก่อนที่จะหลบ เอดูอาร์ เมนดี้ แล้วก็ทำการตอกส้นไปติดติดเมนดี้ออกหลังอีกที

เกมนี้เปิดแลกกันไปมาสนุกมาก ในนาทีที่ 14 “สิงห์บลูส์” ได้ทิ้งโอกาสที่จะขึ้นนำไปหลังจาก เมสัน เมาน์ท ได้หลุดขึ้นไปในกรอบเขตโทษทางด้านซ้ายก่อนที่จะหักบอลส่งมาตรงกลางให้ ติโม แวร์เนอร์ ได้วิ่งเข้ามาซัดด้วยเท้าขวาแต่บอลก็ดันไปตรงตัวของ เอแดร์ซอน

ต่อมาในนาทีที่ 28 ลูกทีมของ เป๊ป เกือบจะได้เฮหลัง เควิน เดอ บรอยน์ ได้หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษจากด้านซ้ายแล้วได้ทำการไหลบอลไปหน้าประตูให้แก่ ฟิล โฟเด้น สอดเข้ามาซัดด้วยเท้าซ้ายแต่บอลยังไปติดบล็อคของ รือดิเกอร์ ก่อนเข้ามือ เอดูอาร์ เมนดี้ รับไว้ได้

ในนาทีที่ 39 โธมัส ทูเคิ่ล ได้เปลี่ยนตัวผู้เล่นเป็นคนแรกหลัง ติอาโก้ ซิลวา มีอาการบาดเจ็บจนทำให้เล่นต่อไม่ได้เลยต้องส่ง อันเดรียส คริสเตนเซ่น ลงไปเล่นแทน

จนกระทั่งในนาทีที่ 42 แฟน ๆ ของเชลซี ที่ตามมาเชียร์ก็ได้เฮลั่นสนามเมื่อ เชลซี มาได้ประตูชัยขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ เมสัน เมาน์ท จ่ายบอลชนิดคิลเลอร์พาสให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ ได้หลุดเดี่ยวเข้าไปก่อนที่จะแตะบอลหลบ เอแดร์ซอน แล้วก็ยิงด้วยซ้ายไปแบบโล่ง ๆ และก็เป็นประตูแรกในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของดาวเตะทีมชาติเยอรมันในฤดูกาลนี้เลย

จบครึ่งแรก แมนฯซิตี้ ตามหลัง เชลซี 0-1

กลับมาต่อกันในครึ่งหลัง นาทีที่ 55 เกมถึงกลับต้องหยุดชั่วคราวหลัง เควิน เดอ บรอยน์ โดน อันโตนิโอ รือดิเกอร์ อัดเข้าไปที่ศรีษะจนล้มลงไป ก่อนที่ทีมแพทย์ของทีม แมนซิและก็ เป๊ป พิจารณาแล้วว่าคงเล่นต่อไปไม่ไหวเลยจึงต้องเปลี่ยนให้ กาเบรียล เชซุส ลงไปเล่นแทน

ในนาทีที่ 60 ราฮีม สเตอร์ลิง ได้ทำการลองอัดเข้าไปในกรอบบอลได้พุ่งไปติด รีซ เจมส์ แม้ว่านักเตะของ แมนซิ ได้วิ่งเข้าไปฟ้องว่าลูกนี้โดนแขน แต่หลังจาก อันโตนิโอ มาเตว ลาออซ รับสัญญาณจากห้องวีเออาร์แล้วไม่ให้จุดโทษเนื่องจากบอลมาโดนบริเวณหน้าอกของ เจมส์

นาที 64 เป๊ป ได้ทำการแก้เกมเลยเปลี่ยนให้เอา แฟร์นันดินโญ่ ลงไปเล่นแทน แบร์นาร์โด ซิลวา อีกสองนาทีถัดมา “สิงห์บลูส์” ส่ง คริสเตียน พูลิซิช ลงไปเล่นแทน ติโม แวร์เนอร์

ในนาทีที่ 73 เชลซี ได้ทิ้งโอกาสทองอีกเป็นครั้งที่ 2 หลังจาก ไค ฮาแวร์ทซ์ ได้ทำการกระชากบอลจากกลางสนามเข้าไปก่อนที่จะดึงจังหวะแล้วได้จ่ายบอลไปให้ คริสเตียน พูลิซิช ได้หลุดเข้าไปซัดแต่ลูกดันหลุดออกหลังไป

ท้ายเกมแม้ว่าลูกทีมของ เป๊ป จะโหมบุกเข้าใส่แต่ยังไม่สามารถเจาะเข้าไปในเขตอันตรายของเชลซีได้เลย

จบเกม เชลซี เฉือนเอาชนะ แมนฯซิตี้หวุดหวิด 1-0 ผงาดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นสมัยที่ 2 ต่อจากปี 2012 ส่วน “เรือใบสีฟ้า” อกหักชวดได้แชมปม์สมัยแรก และอดสร้างประวัติศาสตร์ได้สามแชมป์ในฤดูกาลนี้

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, รูเบน ดิอ๊าส, จอห์น สโตนส์, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ – เควิน เดอ บรอยน์ (กาเบรียล เชซุส น.60), อิลคาย กุนโดกัน, แบร์นาร์โด้ ซิลวา (แฟร์นันดินโญ่ น.64) – ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง (เซร์คิโอ อเกวโร่ “กุน” น.77), ฟิล โฟเด้น 

เทรนเนอร์ : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า 

เชลซี (3-4-2-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา (อันเดรียส คริสเตนเซ่น น.39), อันโตนิโอ รือดิเกอร์ – เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เบน ชิลเวลล์ – เมสัน เม้าน์ท (มาเตโอ โควาซิช น.80), ไค ฮาแวร์ทซ์ – ติโม แวร์เนอร์ (คริสเตียน พูลิซิช น.66)

เทรนเนอร์ : โธมัส ทูเคิ่ล 

ผู้ตัดสิน : อันโตนิโอ มาเตว ลาออซ (สเปน)

บทความแนะนำ