ลิเวอร์พลู ไม่พลาด บุกไปถล่ม เบิร์นลี่ย์ 3-0 ขึ้นมาอยู่อับดับที่ 4 ตํ่ว UCL ใกล้แค่เอื้อม

ลิเวอร์พลู

เบิร์นลี่ย์ VS ลิเวอร์พูล 0-3 | ลิเวอร์พลู ขยับแซงทีม เลสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 4 สำเร็จ ด้วยประตูได้เสียที่ดีกว่า 4 ลูก หลังบุกไปเอาชนะ เบิร์นลี่ย์ 3-0 จากประตูของ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, นาธาเนียล ฟิลลิปส์ และ อเล็กซ์ ออกซ์เลด-เชมเบอร์เลน ทำให้คว้าชัยในลีก 4 นัดรวด โดยเกมสุดท้าย ขอแค่ชนะ คริสตัล พาเลซ ในขณะที่ เลสเตอร์ ชนะ สเปอร์ส ไม่เกิน 4 ประตู ลิเวอร์พูล ก็จะคว้าตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ทันที

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2020/21

เบิร์นลี่ย์ 0-3 ลิเวอร์พูล

ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2020/21 เมื่อคืนวันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2564 เบิร์นลี่ย์ เปิดสนาม เทิร์ฟ มัวร์ ต้อนรับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล

กรรมการเป่านกหวีดเริ่มการแข่งขันได้เพียงแค่ 3 นาที ทางด้านของทีมเยือนมีโอกาสได้ลุ้น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ทำการเปิดบอลแฉลบไปในพื้นที่กรอบเขตโทษ ซาดิโอ มาเน่ พุ่งเข้ามาชาร์จยิงในระยะไม่กี่หลา แต่น่าเสียดายบอลหลุดออกนอกกรอบไปอย่างน่าเหลือเชื่อ

ต่อมานาทีที่ 9 ทางฝั่งของ เจ้าถิ่น เองก็มีโอกาสได้ลุ้นบ้าง คริส วู้ด ทำการไหลบอลคือไปให้ แม็ทธิว โลว์ตัน ได้วิ่งเข้ามาซัดบอล แต่บอลก็ยังไปติดบล็อคของ รีส วิลเลี่ยมส์ ทำให้บอลนั้นหลุดออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย

และในนาทีที่ 16 ซาดิโอ มาเน่ ทำการตอกบอลไปให้แก่ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ จับจังหวะสับไกด้วยเท้าขวาในเขตโทษ ทว่าการยิงลูกนี้ไม่ดีนัก ทำให้บอลที่ยิงออกไปไม่ตรงกรอบ

จากนั้นอีกไม่นาน นาทีที่ 26 แม็ทธิว โลว์ตัน โยนบอลจากฝั่งของตัวเองขึ้นหน้าไป บอลตรงลงพื้นไป 1 จังหวะ ก่อนที่เจ้าตัว คริส วู้ด จะทำการหวดบอลตามน้ำด้วยเท้าขวา แต่ก็น่าเสียดาย บอลหลุดออกนอกเสาไปอย่างน่าเสียดายเอามาก ๆ

ต่อมาในนาทีที่ 29 ทางฝั่งของ ลิเวอร์พลู ได้โอกาสทองอีกครั้ง ติอาโก้ อัลคันทาร่า เล่นชิ่งกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก่อนที่เจ้าตัวจะหลุดเดี่ยวไปสับไกด้วยเท้าขวา ทว่าลุกนี้หักข้อมากเกินไป ทำให้บอลหลุดออกนอกเสาไปเพียงนิดเดียว ทำให้พลาดโอกาสขึ้นนำไป

และในนาทีที่ 39 ดไวท์ แม็คนีล ทำการตั้งป้อมรอยิงจากหน้ากรอบเขตโทษ แต่แล้ว อลีสซง เบ็คเกอร์ ได้ทำการพุ่งตัวไปปัดบอลเอาไว้ได้อย่างสบาย ๆ

และเพียงแค่ 2 นาทีต่อมานั้น นาธาเนียล ฟิลลิปส์ ได้จังหวะยิงจากระยะเพียงแค่ไม่กี่หลา แต่ก็พลาดท่าบอลโด่งมากเกินไปทำให้บอลหลุดคานออกหลังไป

GOAL!! ในที่สุดก็มาได้ประตู ในนาทีที่ 43 ทีมเยือนอย่าง ลิเวอร์พลู มาได้ประตูขึ้นนำไปก่อน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดบอลหักข้อจากทางฝั่งซ้าย แล้วเป็น โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่ได้ทำการวิ่งเข้ามาแปบอลเน้น ๆ ส่งบอลลูกนี้พุ่งตรงเข้าก้นตาข่าย ลิเวอร์พลู บุกขึ้นนำไปก่อน 1-0 และก็จบการแข่งขันในครึ่งแรกลง

เริ่มการแข่งขันต่อในครึ่งหลัง ในนาทีที่ 50 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้หาจังหวะยิงบอลด้วยเท้าซ้าย แต่บอลพุ่งเข้าหน้าต่าง น่าเสียดายลูกนี้มาก ๆ 

GOAL!! แล้วก็เป็นอีก 1 ลูก ในนาทีที่ 52 ลอเวอร์พลู มาได้ประตูชัยเป็นลูกที่ 2 ซาดิโอ มาเน่ ลากบอลมาสุดเส้นหลังแล้วทำการเปิดบอลไปให้ นาธาเนียล ฟิลลิปส์ ขึ้นโขกบอลลูกนี้เข้าไปประตูไป ทีมเยือน นำห่างไปแล้ว 2-0

ในนาทีที่ 64 จอช บราวน์ฮิลล์ มีโอกาสได้ยิงลูกด้วยเท้าขวา จากหน้ากรอบเขตโทษ แต่ก็น่าเสียดายบอลตรงไปเข้ามือของ อลีสซง เบ็คเกอร์ 

ถัดมาเพียงแค่ 4 นาที เบน มี ได้ขึ้นโหม่งบอลผ่านมือของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ไปแล้ว แต่ทว่า นาธาเนียล ฟิลลิปส์ ได้ขึ้นโหม่งเคลียร์บอลออกมาจากหน้าประตูไว้ได้อย่างหวุดหวิด

GOAL!! ในนาทีที่ 88 ลิเวอร์พลู เอาอีกแล้วมาได้ประตูชัยเป็นลูกที่ 3 อเล็กซ์ ออกซ์เลด-เชมเบอร์เลน ล็อคหลบหาจังหวะในเขตโทษ ก่อนที่เขาจะทำการซัดบอลด้วยเท้าซ้ายบอลพุ่งตรงไปที่เสาแรก ทำให้ทีมของ ลิเวอร์พลู หนีห่างไปอีกเป็น 3-0

หมดเวลาการแข่งขัน เป็น ลิเวอร์พูล ที่บุกอัด เบิร์นลี่ย์ ไปได้ด้วยสกอร์ 3-0 เก็บ 3 คะแนนสำคัญ ทำให้มีเพิ่มเป็น 66 แต้ม เท่ากับ เลสเตอร์ ซิตี้ แต่แซงขึ้นไปยึดอันดับ 4 ได้ด้วยประตูได้เสียที่ดีกว่า 4 ลูก โดยนัดสุดท้าย ขอแค่ชนะ คริสตัล พาเลซ ก็แทบจะการันตีโควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทันที ขณะที่เจ้าถิ่น ยังหยุดอยู่ที่ 39 แต้ม หล่นไปรั้งที่ 17 ของตาราง

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เบิร์นลี่ย์ (4-4-1-1) : วิลล์ นอร์ริส – แมทธิว ลอว์ตัน, แยน ทาร์คอฟสกี้, เบน มี, ชาร์ลีย์ เทย์เลอร์ – โยฮันน์ กุ๊ดมุนด์สสัน, แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด, แจ็ค คอร์ก (มาเตจ์ วีดร้า น.76), ดไวท์ แม็คนีล – จอช บราวน์ฮิลล์ – คริส วู้ด

ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เนธาเนี่ยล ฟิลลิปส์, รีส วิลเลี่ยมส์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – ติอาโก้ อัลคันทาร่า, ฟาบินโญ่, จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม (เจมส์ มิลเนอร์ น.87) – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรเบอร์โต้ ฟิร์มิโน่ (อเล็กซ์ อ็อกเลด-แชมเบอเลน น.81), ซาดิโอ มาเน่ (คอสตาส ซิมิกาส น.90+2)

บทความแนะนำ